Edges : ขอบวัตถุ เคล็ดลับของศิลปะตะวันตก
- Paint You Studio

- Apr 10
- 2 min read
วันนี้แอดมินจะมาเขียนเรื่อง “Edges” หรือ “ขอบวัตถุ” ซึ่งเป็นคอนเซปท์สำคัญในการเรียนศิลปะตะวันตกค่ะ
.
“Edges” สำคัญยังไง?
มันช่วยให้ภาพดูมีความลึก และช่วยนำสายตาในการจัดองค์ประกอบ ใครที่เข้าใจเรื่อง “Edges” และการออกแบบขอบวัตถุ จะช่วยยกระดับงาน จากสวยธรรมดาเป็นสวยมากได้เลยค่ะ
Edges เป็นหัวข้อที่อธิบายลำบาก เพราะไม่ได้มีกฎหรือทฤษฏีกำกับ เหมือนเรื่องทฤษฏีสีหรือกายวิภาค มันจะคล้ายกับเรื่อง Composition การจัดองค์ประกอบศิลป์ ที่เรารู้หลักการคร่าวๆ แล้วนำไปปฏิบัติ ซึ่งตอนเอาไปใช้จริงอาจจะใช้เซ้นส์ในการนำทาง โดยไม่ได้อิงตามหลักเลยก็ได้
มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า Edges หรือขอบวัตถุในภาพ แบ่งกว้างๆ ได้ 3 ประเภท คือ
1. Hard Edge ขอบคม
2. Soft Edge ขอบนุ่ม
3. Lost Edge ขอบหาย
---

1. Hard Edge ขอบคม
“ขอบยิ่งคม ยิ่งเด่น” ดังนั้นขอบคม มักอยู่ในส่วนที่อยากให้เป็นจุดเด่นของภาพ (Focal Point) ตรงไหนเด่นมาก ก็ออกแบบให้ขอบคมมาก ตรงไหนเด่นน้อยกว่า ความคมของขอบก็ค่อยๆลดหลั่นกันไป นอกนี้เราจะพบขอบคมในส่วนที่มี contrast มาก เช่น บริเวณที่มีความต่างระหว่างแสงกับเงาเยอะๆ อีกด้วย
ถ้าภาพไหน เราใช้ขอบคมชัดทั้งภาพ ทุกส่วน ภาพนั้นจะดูเท่ากันหมดและเหมือนไม่มีจุดเด่นเลย
ซึ่งหลักการนี้คล้ายกับการมองเห็นของมนุษย์ เพราะตาคนเรา เห็นชัดแต่ส่วนที่เป็นจุดโฟกัสเท่านั้น แต่ส่วนที่เลยโฟกัสไปแล้วเราจะเห็นไม่ชัด ต่างกับการมองของเลนส์กล้องที่เห็นชัดทุกรายละเอียด ดังนั้นเวลาคนเห็นภาพวาดที่มีรายละเอียดเยอะๆ มักจะชมว่า “สวยเหมือนภาพถ่าย” ซึ่งเป็นความจริง เพราะมีแค่กล้องเท่านั้นที่เก็บดีเทลได้มากขนาดนี้ ตามนุษย์ทำไม่ได้
แล้วทำไมศิลปะตะวันตกถึงมีแนวคิดในการออกแบบภาพ โดยอ้างอิงกับหลักการมองเห็นของมนุษย์?
เพราะมันเป็นภาพที่สมองและตาเราคุ้นเคย พอคุ้นเคยก็รู้สึกสบายใจ ชอบใจไปโดยอัตโนมัติ ดังนั้นจะพบว่า บางทีเราชอบภาพที่ปาดทีแปรงหยาบๆ มากกว่าภาพที่ลงดีเทลเยอะเสียอีก โดยที่ไม่รู้ว่าทำไม
ที่จริงแล้วมันเกี่ยวกับการทำงานของสมอง ที่ชอบจดจำภาพเป็น Silhouette (โครงรูปด้านนอก) และชอบจับโยง pattern ต่างๆ มาผสมกับจินตนาการส่วนตัว ดังนั้นพอเห็นทีแปรงที่ปาดจังหวะสวยๆ แบบไม่ลงดีเทล สมองจะจินตนาการเชื่อมต่อภาพขึ้นมาเอง ช่วงนี้แหละที่สมองเราจะสนุกและเกิดความฟิน แต่ภาพที่มีรายละเอียดมากๆ หรือ “เปิดเผยหมด” สมองจะรู้สึกว่ามีข้อมูลมากไป เหมือนนั่งฟังเลคเชอร์ (ให้นึกถึง ผู้หญิงแต่งตัววับๆแวมๆ บางทีดูเร้าอารมณ์กว่าผู้หญิงแก้ผ้าหมดเห็นชัดทุกส่วน ประมาณนั้น) อย่างเลนส์กล้องละลายหลัง ก็ใช้แนวคิดนี้ คือ ตัดรายละเอียด Background ออกไป ให้ได้ภาพถ่ายที่คล้ายการมองเห็นของมนุษย์
.
ด้านบนเราอธิบายการทำงานของสมอง ว่าทำไมหลายคนชอบงานทีแปรงหยาบๆ ที่ดูเหมือนไม่เสร็จมากกว่า แต่ภาพที่รายละเอียดเยอะก็สวยและใช้ฝีมือมากเช่นกัน จัดเป็นความงามอีกแบบนึงที่ได้อิทธิพลจากเทคโนโลยีอย่างภาพถ่าย ซึ่งคนยุคปัจจุบันจะคุ้นเคยกับสุนทรียะแบบภาพถ่ายมากกว่า ความแตกต่างระหว่างภาพวาดสมัยก่อนและสมัยนี้ก็คือ ภาพสมัยก่อนวาดด้วยสุนทรียะแบบตามนุษย์ แต่ภาพปัจจุบันวาดด้วยสุนทรียะแบบกล้องถ่ายรูป และเดี๋ยวนี้มี AI ต่อไปสุนทรียะของคนเราคงจะเปลี่ยนไปอีกค่ะ
.
กลับมาเรื่องขอบคม คนไทยเราจะคุ้นเคยกับภาพที่มีขอบคมชัด เพราะสภาพอากาศที่แดดแรง คอนทราสจัด เห็นวัตถุชัดเจน สีสันสดใส และความเคยชินกับศิลปะไทยที่เน้นรูปทรงคมชัด วิจิตรงดงาม ละเอียดยิบตาแตก คนไทยจะชินกับสุนทรียะแบบนี้ เรียกว่าความละเอียดตาแตกเหมือนเป็น DNA คนไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ เพราะฝรั่งส่วนใหญ่เค้าจะชินกับงานที่เน้นภาพรวม อารมณ์ บรรยากาศ มากกว่า
.
อิทธิพลของสิ่งบันเทิงอย่าง การ์ตูน กราฟิก ภาพจากหน้าจอทั้งหลาย ก็ยิ่งทำให้คนเราเคยชินกับขอบคม เพราะฉะนั้นเวลาฝึกวาดรูป เราจะถูกสอนให้วาดเส้นคมๆ ให้ได้ก่อนเสมอ สำหรับแอดมองว่า การฝึกวาดให้ขอบคม ไม่ยากเท่าฝึกให้ขอบไม่คม เพราะการรับรู้ของคนเรามันคุ้นเคยกับ Hard edge ที่เสพจากสิ่งรอบตัวไปแล้ว
---
2. Soft Edge ขอบนุ่ม
.
ขอบนุ่ม เป็นขอบที่มีความเบลอไม่คมชัด ถ้าใช้สีน้ำมันแล้วอยากให้ขอบนุ่มต้องเพ้นท์ตอนสีเปียกด้วยการใช้พู่กันเกลี่ยสี ขอบนุ่มก็มีหลายระดับ เบลอมาก เบลอน้อยแล้วแต่การออกแบบภาพ เช่น
- ขอบนุ่มจะใช้ในส่วนที่ไม่ต้องการให้เด่น ส่วนที่อยู่นอกโฟกัส อยู่ขอบภาพ
- ใช้กับสิ่งที่ต้องการผลักระยะให้อยู่ด้านหลัง
- ใช้ในบรรยากาศที่มีแสงน้อย ขมุกขมัว
- ใช้กับวัตถุที่แสดงการเคลื่อนไหว ยิ่งเคลื่อนไหวเร็ว ขอบยิ่งเบลอมาก
- ใช้กับวัตถุที่มีความนุ่ม เช่น เวลาวาดคน การเพ้นท์ขอบปากจะใช้ Soft edge เพราะปากคนนั้นนุ่ม อาจจะมีส่วนที่เป็นขอบคมได้ถ้าบริเวณนั้นมีแสงตกกระทบ contrast ชัดเจน
.
ขอบคมทำให้คนหยุดดู ส่วนขอบนุ่มทำให้คนมองผ่าน
และขอบคมจะยิ่งเด่น เมื่อเราเอามันมาอยู่ท่ามกลางขอบนุ่ม
แต่ถ้าภาพมี Soft Edge มากเกินไป ภาพอาจดูไม่ชัดเจน ไม่มีจุดเด่น ซึ่งไม่ได้แย่เสมอไปนะคะ บางครั้งมันเป็นภาพที่ศิลปินต้องการนำเสนอก็มี ของแบบนี้ไม่มีผิดถูกค่ะ อยู่ที่ว่าต้องการสื่อสารอะไร
.
สำหรับแอด การออกแบบขอบนุ่มสำคัญกว่าขอบคม เพราะมันจะช่วยส่งให้จุดเด่นของภาพ (Focal point) ฉายแสง สื่อสารได้ชัดเจนขึ้นค่ะ
---
.
3. Lost Edge ขอบหาย
.
เมื่อวัตถุ 2 ชิ้นที่อยู่ติดกัน แล้วมีน้ำหนักความสว่างมืด (Value) เท่ากัน สายตาคนเรามักจะเห็นขอบวัตถุนั้นหายไป ส่วนที่ขอบหายไปนั้น เรียกว่า “Lost Edge”
.
วิธีการหา Lost Edge นะคะ เราใช้การหรี่ตามองวัตถุ (Squinting) พอหรี่ตาแล้ว ซักพักจะเริ่มเห็นเองว่า ตรงไหนขอบคมเป็นจุดเด่น ,ตรงไหนขอบนุ่ม และตรงไหนที่ขอบหายไป (วิธีนี้ใช้ได้กับวัตถุของจริงที่ตามองเห็นเท่านั้น ใช้ไม่ได้กับภาพถ่าย หรือภาพในจอ screen ต่างๆ)
.
Lost edge หรือขอบหาย ถ้าออกแบบมาได้ลงตัว จะเป็นส่วนที่มีเสน่ห์มากที่สุดในภาพวาด บริเวณที่ควรจะมีขอบแต่กลับไม่มี ทำให้สมองจินตนาการต่อได้เอง มองภาพได้ง่าย ต่อเนื่อง เพราะไม่มีดีเทลมาขวาง และช่วยให้งานดูมีบรรยากาศมากขึ้นด้วย
.
สำหรับสีน้ำมัน Lost edge ทำได้ตอนที่สีเปียก โดยการเกลี่ยสีของระนาบทั้งสองเชื่อมกันค่ะ
---
.
เวลานำคอนเซปเรื่อง Edges ไปใช้ในภาพวาด ให้คำนึงเรื่ององค์ประกอบภาพ และการออกแบบขอบวัตถุ เพื่อนำสายตาไปสู่ Focal point ให้มากที่สุด
.
จากภาพตัวอย่างในโพสต์นะคะ เป็นงานของ Andres Zorn ที่วาดภาพภรรยาของตัวเอง ลองมาวิเคราะห์ Edges ที่เค้าใช้แบบคร่าวๆ ในภาพนี้ดูค่ะ
.
Hard edge
.
จุดเด่นของภาพนี้อยู่ที่ใบหน้าด้านข้าง ซึ่งใช้ขอบคมเป็นหลัก ส่วนที่คมที่สุดจะเป็นส่วนที่มี contrast มากสุด แสงกระทบมากสุด และเป็นส่วนที่ใกล้กระดูกจึงมีความแข็ง เช่น หน้าผาก สันจมูก คาง ส่วนที่เป็นหนังสือพิมพ์ก็ใช้ขอบคมสลับกับขอบนุ่ม เพื่อลดความโดดเด่นในส่วนนี้ลง ไม่ให้ไปแย่งซีน portrait เพราะถ้าใช้ Hard edge กับขอบหนังสือพิมพ์ทั้งหมด ตาเราจะไปมองที่นสพ.แทน
.
สังเกตว่าศิลปินจะไม่ใช้ขอบคมยาวทั้งแผง แต่จะสลับขอบคม-นุ่ม คม-นุ่ม ไปเรื่อยๆ เพื่อสร้าง Variety ความหลากหลายให้กับขอบวัตถุ
Soft Edge
.
สังเกตมือด้านล่าง เค้าจงใจลงขอบมือให้เบลอ เพื่อไม่ให้แย่งซีนใบหน้าเกินไป แต่ไปใส่ขอบคมที่แหวนบนนิ้วนางมือซ้าย ให้รู้ว่า อ้อ ผู้หญิงคนนี้แต่งงานแล้วนะ ซึ่งเธอก็เป็นภรรยาของ Zorn คนวาดนั่นเอง
ลองสังเกตบริเวณริมภาพวาด สิ่งที่อยู่ตรงนี้จะมีการออกแบบขอบให้นุ่มลง เพื่อไม่ให้มันเด่น สายตาเราจะได้ไม่วิ่งออกไปนอกภาพ
---
Lost edge
.
บริเวณผมที่ต่อกับเงาตรงฉากหลัง ออกแบบให้เป็น Lost edge เพื่อให้ขอบกลืนหายไปกับ Background เป็นการจับกลุ่มบริเวณที่มีน้ำหนักเดียวกันไว้ด้วยกัน การมองภาพจะได้มีความต่อเนื่องค่ะ
สรุป การทำความเข้าใจเรื่อง Edges จะช่วยให้ภาพเราสื่อสารได้ชัดเจนขึ้น น่าสนใจขึ้น และช่วยนำสายตาในการจัดองค์ประกอบ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับภาพวาดทุกประเภท คือ Composition หรือองค์ประกอบศิลป์นั่นเอง

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง ภาพซ้ายที่ใช้ Hard edge เป็นส่วนใหญ่ กับภาพขวาที่มีการออกแบบขอบวัตถุให้คล้ายหลักการมองเห็นของมนุษย์ ที่มี Hard edge แค่จุดสนใจเท่านั้น จะเห็นว่าภาพขวาดูสบายตา ดูสมจริง และดูมีบรรยากาศกว่า บทความโดย Paint You Studio https://paintyoustudio.wixsite.com/home



Comments