Beauty vs. Sublime คุณเป็นศิลปินสายไหน
- Paint You Studio

- Apr 10
- 2 min read
บทความนี้แอดมินชวนมาสำรวจจริตของตัวเรากันค่ะ ว่าเราเป็นศิลปินสายไหน ระหว่างสาย Beauty กับ Sublime

ทั้งสองสายนี้ต่างกันอย่างไร ?
Beauty คือ ความสวยงาม ให้ความรู้สึกกลมกลืน สบายตา
Sublime คือ ความยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย จนรู้สึกหยุดนิ่ง ตะลึง รู้สึกได้ถึงพลังและอารมณ์ลึกซึ้ง
.
สมัยก่อนเป้าหมายสูงสุดของศิลปะ คือ "ความสวยงาม" (Beauty) ซึ่งเป็นสุนทรียะที่เกิดจากสัดส่วนอันสมบูรณ์แบบ องค์ประกอบที่ดูกลมกลืน เห็นแล้วรู้สึกพึงพอใจ แต่ในยุคศตวรรษที่ 18-19 ได้มีนักปรัชญาอย่าง Edmund Burke และ Immanuel Kant เสนอแนวคิดใหม่ คือ Sublime (ซับ-ไลม์) หรือ “ความยิ่งใหญ่เกินบรรยาย” เป็นสุนทรียะที่เกิดจากการได้เห็นสิ่งที่ทรงพลังเกินกว่าจะอธิบาย จนรู้สึกตะลึง นิ่ง พูดไม่ออก สิ่งนั้น...อาจจะเป็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ, อารมณ์เบื้องลึกของมนุษย์ เช่น ความเศร้า ความกลัว, หรือความคิดเชิงปรัชญาก็ได้

ลักษณะเด่นของสุนทรียะทั้งสองสาย มีดังนี้
Beauty: ความสวยงามที่สมบูรณ์แบบ
ศิลปินสาย Beauty มุ่งเน้นที่ความสวยงาม กลมกลืน ดูสบายตา เน้นความสมบูรณ์ของรูปทรง และแสดงความงามในอุดมคติ
.
สาย Beauty มักให้คุณค่ากับ “ความงามที่มองเห็นได้” ทั้งในด้านโครงสร้าง สีผิว แสงเงา และอารมณ์ที่สงบนิ่ง เช่น ภาพของ Ingres ที่แสดงความงามแบบอุดมคติ หรือภาพเหมือนของ Sargent ที่สง่างามและแสดงคาแรกเตอร์ของต้นแบบได้ดีเยี่ยม
.
ตัวอย่างศิลปินสาย Beauty ได้แก่ Bouguereau, Alma-Thadema, Vermeer, Ingres, Sargent, Richard Schmid, Jeremy Lipking เป็นต้น
---
Sublime: ความยิ่งใหญ่ที่เกินความงาม
ศิลปินสาย Sublime (ซับ-ไลม์) สนใจสิ่งที่อยู่เหนือความงามแบบเรียบง่าย มุ่งเน้นการสร้างภาพที่ทรงพลัง เต็มไปด้วยอารมณ์ลึกซึ้ง เข้มข้น อาจจะดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่ดู”จริง” มีความเป็นมนุษย์
.
สาย Sublime มักให้คุณค่ากับ “พลังที่มองไม่เห็น” เช่น ความเศร้า ความสะเทือนใจ ความขัดแย้ง หรือความหมายเชิงปรัชญา ทำให้ภาพดูมีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่างานเชิงประณีต ในงานศิลปะ...เราเห็นสุนทรียะแบบนี้ในงานของ Caspar David Friedrich ที่สื่อถึงมนุษย์ที่เผชิญกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ หรือในงานของ Turner ที่ใช้แสงสีเพื่อสื่อถึงพลังของพายุและคลื่นทะเล ซึ่งไม่ได้สวยในความหมายดั้งเดิม แต่ “งามเพราะยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยอารมณ์”
.
ตัวอย่างศิลปินสาย Sublime ได้แก่ Caravaggio, Goya, Rembrandt, Repin, Munch, Andrew Wyeth, Lucian Freud, Odd Nerdrum เป็นต้น
---
สรุป
สาย Beauty = ศิลปินที่เน้นความสวยงามสมบูรณ์แบบ
สาย Sublime = ศิลปินที่เน้นพลังอารมณ์ มืดลึก ดราม่า ศิลปินบางคนอาจทำงานที่มีส่วนผสมทั้งสองสาย แต่สุดท้ายภาพรวมแล้ว...สุนทรียะมักจะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ค่อยมีตรงกลาง ตัวอย่างเช่น Gustav Klimt เป็นสาย Beauty ค่อนข้างชัดเจน แต่ก็มีบางภาพที่มีความ Sublime ด้วย เช่น Death and life หรือ Beethoven Frieze เป็นต้น
.
ด้านล่างเป็นตัวอย่างงานศิลปะแนว Beauty และ Sublime มาให้ดูเปรียบเทียบกันนะคะ

Beauty
“Carnation, Lily, Lily, Rose” By John Singer Sargent
หนึ่งในภาพวาดมาสเตอร์พีชของ Sargent ที่จับใจคนดูได้ตั้งแต่แรกเห็น ถ่ายทอดช่วงเวลายามเย็นของเด็กน้อยสองคนกับโคมไฟกระดาษในสวนดอกไม้ มีการออกแบบองค์ประกอบศิลป์ได้อย่างงดงามมาก โทนสีโดยรวมของภาพเป็นโทนเย็น ตัดกับแสงจากโคมไฟที่เป็นโทนอุ่น ทำให้ได้บรรยากาศที่โรแมนติก ชวนฝัน และดูบริสุทธิ์ในขณะเดียวกัน

Sublime
“Witches‘ flight” By Francisco Goya.
ภาพวาดของโกย่า ที่มีธีมเกี่ยวกับแม่มด ไสยศาสตร์ ให้บรรยากาศที่ดูลึกลับ น่ากลัว เหนือธรรมชาติ เล่าเหตุการณ์ที่แม่มดทั้ง 3 ตน ลอยอยู่กลางอากาศพร้อมจับชายคนหนึ่งขึ้นไปด้วย สะท้อนถึงเรื่องความกลัวต่อสิ่งที่พิศวงเกินมนุษย์จะเข้าใจ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของ Sublime

Beauty
“Jungle Tales” By James Jebusa Shannon
ผลงานของศิลปินชาวอเมริกัน James Jebusa Shannon ที่วาดภาพภรรยาของตัวเองกำลังอ่านนิทานให้ลูกสาวฟัง เป็นช่วงเวลาที่ดูเรียบง่าย อบอุ่นในชีวิตประจำวัน แต่ถ่ายทอดความงาม ความเยาว์วัยของเด็กสาวออกได้อย่างนุ่มนวล สบายตา น่าประทับใจ

Sublime
“Wanderer above the sea of fog” By Caspar David Friedrich
ภาพของชายผู้ยืนอยู่บนหน้าผาสูง มองมายังทะเลหมอกที่กว้างสุดลูกหูลูกตา สะท้อนถึงการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์ตัวเล็กกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

Beauty
“Self-portrait” By Émile Friant
ผลงานภาพเหมือนของ Émile Friant ศิลปินแนว Academic / Realism ชาวฝรั่งเศส เป็นภาพที่เน้นความงามแบบ Academic , รายละเอียดสวยงาม, อารมณ์สงบและสมดุล มีสุนทรียะแบบ Beauty

Sublime
“self-portrait with death playing the fiddle” By Arnold Böcklin
เป็นภาพเหมือนตัวเองของ Böcklin ศิลปินชาวสวิส แนว Symbolism โดยสื่อถึงความตาย อันเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคน แม้แต่ตัวคนวาดเองก็หนีไม่พ้น

Beauty
“Carly” By Richard Schmid
ผลงานของ Schmid ศิลปินแนว painterly ผู้เชี่ยวชาญในการเขียน Alla prima เป็นภาพที่ถ่ายทอดช่วงเวลาในชีวิตประจำวันออกมาได้อย่างงดงาม ด้วยทักษะการใช้แปรง และตัดทอนรายละเอียดให้เหลือแต่สิ่งจำเป็นที่ช่วยนำสายตา ทำให้ภาพที่เหมือนธรรมดานี้ ดูสวยงามและพิเศษเกินบรรยาย

Sublime
“Dad” By Paco Lafarga
ผลงานของศิลปินร่วมสมัยชาวสเปน เป็นภาพที่สื่อถึงความสะเทือนใจ ต่อวาระสุดท้ายที่ใกล้เข้ามาของคนในครอบครัว จัดเป็นงานแนว Sublime ที่เน้นความลึกทางอารมณ์ --- แล้วจะสำรวจจริตตัวเองไปทำไม ว่าเป็นสายไหน?
เพราะถ้าเราสร้างงานที่มีเนื้อหา Subject matter ตรงกับจริตตัวเอง งานจะพุ่ง! โดดเด่นขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด จริตสาย Beauty แล้วเลือกวาดโชว์ความงาม ก็ยิ่งปัง! / จริตสาย Sublime แล้ววาดงานแรงๆ โชว์พลังแนวสะเทือนอารมณ์ ก็คือทำถึง!
.
แต่ปัญหาคือบางคน จริต กับความชอบในการสร้างงานไม่เหมือนกัน บางคนจริตเป็นสาย Beauty แต่ชอบวาดงานเนื้อหาหนักๆ เช่น สงคราม ปัญหาสะท้อนสังคม ผลออกมาคืองานสวย แต่ดูแห้งๆ เหมือนฉากในละครเวที พลังยังไม่ปะทะออกมา / หรือจริตเป็นสาย Sublime แต่ชอบวาด Beauty ผลก็คือ...ถ้ามีทักษะก็ออกมาสวยได้แหละ แต่ก็ไม่งามจับใจเท่าพวกที่เป็นสาย Beauty born to be
.
อยู่ที่เราเข้าใจจริตของตัวเองรึเปล่า เพราะ ”จริต” เป็นคนละอย่างกับ ”ความชอบ” จริตเป็นเรื่องของบุคลิก นิสัย อารมณ์ Mindset ของคนๆ นั้นว่าเป็นแบบไหน บางทีสิ่งที่เราชอบวาด...อาจจะไม่ตรงจริตจริงๆ ของเราก็ได้
.
อย่างแอดมินเอง ชอบวาดแนว Beauty แต่จริตไปทาง Sublime ค่ะ ก็ทำงานไม่ค่อยตรงกับจริตตัวเองนั่นแหละ ก็เลยยังหงึกๆหงักๆ ไปไม่ถึงไหนอยู่จนทุกวันนี้ (555 )…เขียนบทความมาตั้งยาว แต่ปิดท้ายแบบเสียทรง เอาเป็นว่าขอจบแค่นี้ละกันค่ะ บทความโดย Paint You Studio https://paintyoustudio.wixsite.com/home



Comments